“พูโล”ปรับโฉมองค์กรใหม่ในวาระก่อตั้งครบ 42 ปี รวมทุกขบวนการเป็นหนึ่งภายใต้ชื่อ GPP

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์พูโลได้ออกแถลงการณ์ในวาระครบรอบการก่อตั้งปีที่ 42 ซึ่งในแถลงการณ์ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าตลอดจนแนวทางซึ่งจะเป็นเข็มมุ่งของ องค์กรในปีถัดไป ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริง ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของขบวนการพูโลเอง รวมทั้งขบวนการอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์ “ปลดปล่อยปาตานี” อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เอกภาพที่พูโลหมายมั่นปั้นมืออยากให้เป็นจริงนี้ จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ยังเป็นที่กังขาอยู่ จากเหตุผลที่ว่าการที่จะยกเลิกการนำและปฏิบัติการของกลุ่มขบวนการเก่าแก่ อย่าง BRN, BIPP (BNPP เดิม) หรือแม้แต่กลุ่ม Mujahideen คงไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าก็คือ กลุ่มขบวนการต่างๆ ดังกล่าวน่าจะยังคงมีตัวตนอยู่ต่อไป รวมทั้งยังสามารถปฏิบัติการของตนต่อไป เพียงแต่เมื่อมีการให้ข่าว การออกแถลงการณ์ หรือการนั่งโต๊ะเจรจา จะใช้ชื่อ GPP หรือ Gerakan Pembebasan Patani อันเป็นชื่อรวมๆ กันของ “ขบวนการปลดปล่อยปาตานี” ตามที่พูโลต้องการ หรืออาจบรรลุข้อตกลงกันแล้ว สอดรับกับสถานการณ์สากลในอนาคตที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีฝ่ายที่สามหรือผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลางเข้ามาแทรกแซงในกรณีปาตานี

เปิดแถลงการณ์พูโล

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.puloinfo.net ระบุว่า ขบวนการพูโลได้ประกาศตัวครั้งแรก ณ ภูเขาอาราฟะห์ จุดทำพิธีหัจญ์ที่สำคัญเมื่อ 22 มกราคม ค.ศ.1968 (พ.ศ.2511) โดย ตนกูบีรอ กอตอนีลอ หรือที่รู้จักกันในชื่อจัดตั้งว่า กาบีรฺ อับดุลเราะห์มาน ขบวนการพูโลได้ฝังตัวและเติบโตในนครเมกกะ (มักกะห์) ประเทศซาอุดิอารเบีย นับแต่นั้นมา

วันที่ 22 มกราคมศกนี้ (พ.ศ.2553) ขบวนการพูโลครบรอบการก่อตั้งปีที่ 42 พูโลได้ออกคำแถลงการณ์กล่าวว่า ปีนี้พูโลได้ย่างเข้าสู่วัยกลางคน และแน่นอนในวัยนี้พูโลย่อมมีประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากและสลับซับซ้อนยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จและภาวะถดถอยชะงักงันที่พูโลประสบ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นบทเรียนสำคัญที่จะนำพาขบวนการพูโลไปสู่ความ รุ่งเรืองและความเป็นเลิศต่อไป

ในสภาพปัจจุบัน พูโลได้มาถึงขั้นตอนที่น่าตื่นเต้นและน่าพอใจมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังที่ขบวนการพูโลได้ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกระดับนำ เมื่อ 2 มิถุนายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) ซึ่งพูโลได้ประเมินว่า ในห้วงเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา (นับจากวันที่เลือกตั้ง จนถึงเดือนมกราคม 2553) ยุทธศาสตร์ขององค์กรสามารถปฏิบัติและดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น ส่วนแผนปฏิบัติการทั้งหลายแหล่ก็สามารถบรรลุผลอย่างพอควร

ชูแนวทางรวมทุกกลุ่มเพื่อเอกภาพ

ในโอกาสครบรอบปีที่ 42 แห่งการก่อตั้งนี้ พูโลได้กำหนดเข็มมุ่งเพื่อเป็นแนวทางการต่อสู้ภายใต้สโลแกนว่า Ummah Unity and Patani Freedom หรือ “เอกภาพของประชาชาติ (อุมมะห์) และอิสรภาพของปาตานี” (‘ปาตานี’ หมายถึง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และส่วนหนึ่งของจังหวัดสงขลา) พูโลเชื่อว่าแนวทางนี้จะสร้างความเข็มแข็งแก่ความพยายามใดๆ ที่จะก้าวไปบรรลุผลตามยุทธศาสตร์ 5D ของพูโล อันเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่พูโลเชื่อว่าได้ผลดียิ่ง โดยวัดจากความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา

ประเด็นที่น่าสนใจในแถลงการณ์นี้คือสิ่งที่พูโลเรียกว่า “หนึ่งในวาระหลักของพูโล” นั่นคือการเรียกร้องให้ขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีทุกกลุ่มเท่าที่ เป็นไปได้ ร่วมมือกันเพื่อแสวงหาจุดสมดุลสูงสุดในสถานการณ์สู้รบปัจจุบัน สิ่งนั้นคือข้อเรียกร้องให้ทุกกลุ่มช่วยกันยกระดับปัญหาปาตานีสู่เวทีสากล ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหนทางที่ขบวนการต่อสู้ของประชาชนปาตานีจะได้รับการหนุน ช่วยในระดับนานาชาติ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพูโลกล่าวหาว่า ทางการไทยใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มต่อสู้ของปาตานี ได้รับการสนับสนุนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ในแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลไทยมองปัญหาปาตานีว่าเป็นปัญหาภายในของไทย ซึ่งฝ่ายใดๆ ไม่ว่าในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกจะต้องไม่เข้าไปแทรกแซง พูโลกล่าวว่า รัฐบาลไทยพยายามที่จะแสดงให้นานาชาติเห็นว่า ปัญหาปาตานีเป็นผลพวงจากความยากจน การขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ความไม่เป็นธรรม ฯลฯ เพียงเท่านั้นเอง แต่จุดประสงค์จริงๆ ของไทยเป็นการจงใจปกปิดบิดเบือนประเด็นอาณานิคมที่ปาตานีตกเป็นอาณานิคม (เมืองขึ้น) ของไทย และไทยได้ฉกชิงปล้นสะดมสิทธิและอำนาจอธิปไตยโดยชอบของชนชาติมลายูปาตานี

ต่อปัญหานี้ พูโลกับขบวนการเพื่อปลดปล่อยปาตานีอื่นๆ จึงแสดงความพร้อมที่จะให้ “ฝ่ายที่สาม” ไม่ว่าในระดับนานาชาติหรือระดับภูมิภาคเข้ามามีบทบาทเป็นตัวขับเคลื่อน กระบวนการสันติภาพให้เกิดขึ้นในดินแดนของปาตานี แต่ความพยายามดังกล่าวนี้กลับเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยพยายามหลีกเลี่ยงเสมอมา ด้วยความเกรงกลัวว่าปัญหาปาตานีจะถูกยกระดับขึ้นเป็นประเด็นนานาชาติ

อ้างรัฐบาล ปชป.ปฏิเสธ”เจรจา”

คำแถลงของพูโลยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทยภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองว่าผู้ไกล่เกลี่ยหรือฝ่ายที่สามเป็นประดุจยาพิษที่ร้ายกาจ ในขณะที่เป็นน้ำผึ้งอันหอมหวานสำหรับขบวนการปลดปล่อยปาตานี ทั้งนี้ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่คนกลางหรือผู้ไกล่เกลี่ยเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งชั่วร้ายและพฤติการณ์ที่ไม่ถูกไม่ต้องทั้งหลายแหล่ก็จะถูกเปิดเผยขึ้นมา ในขณะที่ฝ่ายนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปาตานีจะเป็นข้างฝ่ายที่ถูกต้องเสมอ ผลก็คือมีความพยายามสกัดกั้นดังกล่าวของทางการไทย เช่นการเข้มงวดกวดขันหรือจำกัดบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย จนนำมาสู่ความล้มเหลว แต่ที่สุดก็จะส่งผลร้ายกลับต่อทางการไทยเอง

เว็บพูโลกล่าวอ้างว่า สิ่งที่ทางการไทยหวาดกลัวที่สุดก็คือ จะมีที่ว่างสำหรับที่ประชาชนจะเรียกร้องเอกราช และการที่ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากประชาคมนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังความพยายามเพื่อสันติภาพบรรลุผล จะทำให้ผลดีหรือประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของฝ่ายนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปา ตานี ทั้งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นหนทางไปสู่การได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ของปา ตานีอีกด้วย

หนุนกระแสนครปัตตานี-แต่เชื่อเป็นแค่ประเด็นหาเสียง

อีก ประเด็นที่น่าสนใจในคำแถลงการณ์ของพูโล คือประเด็นที่ระบุว่า รัฐบาลไทยได้แสดงความพยายามอย่างมากที่จะกระทำในสิ่งที่เป็นของขมสำหรับพวก เขา ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ปาตานีถูกขับเคลื่อนไปสู่เอกราช นั่นคือรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงกับยอมแสดงความเห็นด้วยในแง่หลักการรับกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยถึงแนวคิดเรื่อง “มหานครป้ตตานี” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับรัฐลังกาสุกะโบราณของปัตตานี โดยกล่าวว่านายอภิสิทธิ์ต้องการเพียงแค่ปรับตัวให้กลมกลืนกับสถานการณ์ทาง การเมืองที่ประชาชนชาวปาตานีตอบรับแนวคิดดังกล่าวอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเท่า นั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนแถลงการณ์ของพูโลจะคลาดเคลื่อนในการแสดงข้อมูลในเรื่องนี้ เพราะที่จริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพียงแค่เคยแสดงท่าทีตอบรับแนวคิดเรื่อง Autonomy (การปกครองตนเอง) บางระดับต่อข้อเสนอของ นายนาจิ๊บ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในคราวที่นายอภิสิทธิ์เดินทางไปมาเลเซียก่อนการประชุมผู้นำอาเซียนที่หัวหิน เมื่อปลายปีที่แล้ว ในเวลานั้นคนในพื้นที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอชายแดนใต้ยังไม่รับรู้อะไรมากกว่านั้น แต่ภายหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย จุดประเด็นแนวคิดเรื่อง “มหานครปัตตานี” จนกลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งในเวทีส่วนกลางและภูมิภาค คำแถลงของพูโลจึงรวบรัดในส่วนนี้

แต่กระนั้น พูโลยังกล่าวต่อไปว่า แนวคิดเรื่องดังกล่าวนับเป็นการจุดประกายครั้งแรกในประวัติศาสตร์ปาตานี และถือได้ว่าเป็นการลุกขึ้นของประชาชนปาตานีในการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม ไทย

เว็บไซต์พูโล กล่าวว่า ประชาชนปาตานีได้ลุกขึ้นพูดอย่างเปิดเผยด้วยสุ้มเสียงอันดังและกล้าหาญ ทั้งในที่สัมมนาและที่ประชุมต่างๆ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นผ่านทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่การแสดงออกเช่นนี้พูโลมองว่า เป็นการแสดงความรู้สึกอันท่วมท้นซึ่งดูเหมือนไร้ระเบียบและปราศจากการควบคุม ทิศทางอย่างถูกต้องเหมาะสม แต่ก็นับว่าเป็นผลดีต่อประชาชนชาวปาตานีโดยส่วนรวม โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ ทว่าในท้ายที่สุด ปาตานีก็ได้กลายเป็นเพียงประเด็นที่ถูกชูขึ้นมาเพื่อการหาเสียงของนักการ เมืองเท่านั้น

เว็บพูโลระบุด้วยว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยอมปล่อยให้บรรยากาศเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ยี่หระ ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาหวังว่าการตื่นตัวกับแนวคิดดังกล่าวจะช่วยกำจัดหรือ ทำลายแนวคิดหรือข้อเรียกร้องเพื่อเอกราชของปาตานี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ขบวนการปลดแอกปาตานีต่อสู้มาตลอด ทำให้พูโลตีความว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ต้องการมีสันติภาพร่วมกับนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปาตานี อย่างแท้จริง รวมทั้งไม่ได้ต้องการคนกลางหรือไกล่เกลี่ยเพื่อที่จะแก้ปัญหาร่วมกันดังที่ ประชาชนส่วนใหญ่พากันแสดงความตื่นเต้นดีใจกับเงื่อนแวดล้อมใหม่ๆ เวลานี้แต่อย่างใดไม่

แผนโดดเดี่ยวฝ่ายขบวนการ

ประเด็น ที่น่าสนใจอีกประการที่พูโลระบุคือ ในการแก้ปัญหาปาตานีตามที่รัฐบาลไทยทำในเวลาต่อมา ก็เพียงแค่เชิญคนบางคนมานั่งลงและพูดคุยกันถึงเรื่องที่ว่า ควรออกแบบรูปการปกครองปาตานีในรูปลักษณ์ใดดีที่ประชาชนชาวปาตานีต้องการ การทำเช่นนี้เป็นการโดดเดี่ยวฝ่ายขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนไม่ให้ มีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง ตามทัศนะของพูโลระบุว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์กำหนดเป็นวาระอยู่ในใจไว้แล้ว

แถลงการณ์ของพูโลกล่าวปรามาสว่า มันไม่มีทางเป็นอย่างที่รัฐบาลไทยคิดหรอก สำหรับคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับโมเดล “มหานครปัตตานี” หรือ “ทบวงปัตตานี” (กระทรวงหรือทบวงเพื่อปกครองปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งกำหนดให้มีรัฐมนตรีดูแลต่างหาก) ซึ่งเสนอโดยพรรคมาตุภูมิ

พูโลยืนกรานว่า แท้ที่จริงคนเหล่านั้นหาใช่วีรชนที่พึงได้รับการสรรเสริญยกย่องไม่ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมพวกเขาไม่เคยเกี่ยวข้องกับขบวนการกอบกู้เอกราชปา ตานี ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเพียงนักฉวยโอกาสจากพื้นที่ว่างทางการเมืองที่เกิดขึ้น แน่ล่ะพวกเขาสามารถโลดแล่นอย่างอิสระ เปิดเผยและถูกกฎหมาย ในขณะที่นักต่อสู้เพื่ออิสรถาพของปาตานีที่แท้จริงไม่ได้มีโอกาสเช่นนั้นแม้ แต่น้อย รวมทั้งไม่มีส่วนร่วมในโอกาสนั้นแต่อย่างใด

รวมทุกกลุ่มเป็นหนึ่งในชื่อ “GPP”

พู โลประเมินว่า ปี ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) จะเป็นปืแห่งโฉมหน้าใหม่ของขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีทุกกลุ่ม อันจะเป็นผลดีต่อขบวนการต่อสู้ในทุกๆ ด้าน พูโลมองว่าการร่วมมือกันอย่างแนบแน่นของขบวนการที่ต่างคนต่างทำก่อนหน้านี้ จะทำให้หลายสิ่งอย่างเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ที่สำคัญในแถลงการณ์ได้แสดงความหวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้คำว่า บีอาร์เอ็น (BRN) พูโล (PULO) บีไอพีพี (BIPP -ขบวนการปลดปล่อยอิสลามปาตานี) หรือ มูจาฮีดิน (Mujahideen) อาจไม่จำเป็นต้องเอ่ยอ้างอีกต่อไป เนื่องจากแต่ละกลุ่มขบวนการจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “ขบวนการปลดปล่อยปาตานี” ในภาษาอังกฤษจะใช้ชื่อว่า The Patani Liberation Movement ย่อว่า PLM ส่วนในภาษามาเลย์ใช้ชื่อว่า Gerakan Pembebasan Patani (ฆระกัน เปิมเบบัสซัน ปาตานี) ตัวย่อว่า GPP

และนับแต่นี้ไปชื่อ GPP จะเป็นชื่อเรียกตัวแทนอย่างเป็นทางการของขบวนการต่อสู้ของประชาชนชาวมลายูปา ตานีทั้งหมดแต่เพียงหนึ่งเดียว!

2 Responses to “พูโล”ปรับโฉมองค์กรใหม่ในวาระก่อตั้งครบ 42 ปี รวมทุกขบวนการเป็นหนึ่งภายใต้ชื่อ GPP

  1. อยากเห็นสันติ says:

    น่่าจะมองในความร่วมมือกันระหว่างชาวมาเลย์กับรัฐบาลไทยนะครับเพื่อพัฒนาพื้นที่ ยิ่งคิดแต่จะ Bebas patani dari siam เท่าไรผลก็เห็นอยู่เหมือนปัจจุบันซึ่งก็ยิ่งมีแต่จะทำให้พื้นที่ แย่ลง แย่ลง นะครับ ย้อนกลับไปเมื่อสักยี่สิบสามสิบปีสิครับไทยพุทธมุสลิมอยู่กันได้อย่างสันติไม่เห็นมีปัญหาเลย

  2. SIAM Keparat says:

    Marilah kita belajar tulisan JAWI milik orang Melayu. Marilah juga kita belajar ENGLISH kerana ia adalah bahasa dunia modern. Memilih belajar Bahasa ENGLISH lebih banyak beri manfaat daripada bahasa THAI.

    Bahasa SIAM adalah sama taraf dengan bahasa Orang ASLI di Australia. Tak ada nilai comercial langsung diperingkat dunia.

    Bahasa Melayu adalah bahasa rasmi Negara-negara ASEAN. Apakah bahasa SIAM nak berangan-rangan nak jadi bahasa ASEAN?

    Tanyalah orang KEMBOJA siapa dia orang SIAM?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: