รัฐต้องเลิกมองนักศึกษา PNYS เป็นโจร!

พีเอ็นวายเอส” (PNYS) คือกลุ่มนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประกอบด้วย ปัตตานี (P) นราธิวาส (N) ยะลา (Y) สงขลาและสตูล (S)  เป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธว่า กลุ่มนักศึกษา “พีเอ็นวายเอส” เป็นส่วนหนึ่งของกงล้อประวัติศาสตร์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หมุนวนอย่างมี พลวัตในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
——
          “พีเอ็นวายเอส” (PNYS) คือกลุ่มนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประกอบด้วย ปัตตานี (P) นราธิวาส (N) ยะลา (Y) สงขลาและสตูล (S) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2522 จากแรงกายแรงใจของคนรุ่นใหม่จากปลายด้ามขวานราว 20 คนที่มาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความรักสามัคคี ปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นมุสลิม และรวบรวมสมาชิกที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายให้สามารถติดต่อถึงกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และรวมตัวกันทำประโยชน์เพื่อสังคม

pnys1

แต่ข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้เช่นกันก็คือ การเปิดพื้นที่นอกห้องเรียนเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมในหลาย เรื่องหลายประเด็น บางครั้งก็ถูกมองอย่างไม่เข้าใจ และอีกหลายๆ ครั้งถูกมองอย่างอคติ
          ในสมัยเริ่มตั้งกลุ่มใหม่ๆ “พีเอ็นวายเอส” ถูกเพ่งเล็งจากหลายฝ่ายว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ.2525 สมาชิกของกลุ่ม 14 คนถูกจับและตั้งข้อหาลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ แต่ภายหลังได้รับอิสรภาพจากการช่วยเหลือทางคดีของ นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนายทองใบ ทองเปาด์ ทนายแม็กไซไซ
          ปี พ.ศ.2528 “พีเอ็นวายเอส” เน้นบทบาทด้านการรับใช้สังคม อาทิ การจัดค่ายอาสาพัฒนาและศึกษาปัญหาในชนบท ตลอดจนโครงงานเยี่ยมเยียนประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลทุรกันดาร
          ทว่าเมื่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เคลื่อนเข้าสู่ภาวะความไม่สงบใน ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่แม้จะยอมรับกันว่าเป็น “พลังบริสุทธิ์” กลับยิ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความไม่ไว้ใจมากขึ้น โดยเฉพาะจากฝ่ายความมั่นคง
          การจัดชุมนุมครั้งใหญ่ที่หน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ถึง 4 มิ.ย.2550 เพื่อเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบเหตุการณ์ร้ายๆ ที่คาใจพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นฝีมือของ “รัฐ” เองหรือไม่ ทำให้พวกเขาต้องถูกตรวจสอบประวัติกันหลายวุ่นวาย หลายคนถูกขึ้นบัญชีดำ
          เมื่อไม่นานมานี้กลุ่มนักศึกษา “พีเอ็นวายเอส” จึงร่วมกันจัดงาน“มหกรรมสืบสานวัฒนธรรมชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ” ในวาระ 30 ปีพีเอ็นวายเอสขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้สังคมได้รู้จักกลุ่ม “พีเอ็นวายเอส” หากแต่ต้องการให้สังคมไทยได้ “เรียนรู้และเข้าใจ” ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและเป็นไป ตลอดจนวิถีวัฒนธรรมแห่งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสภาพความจริงในพื้นที่ ณ ปัจจุบันที่นับวันผู้คนในสังคมไทยจะรู้จักและเปิดใจยอมรับน้อยลงทุกที

pnys3

ฟายอัยดีน ดีเยาะ ประธานโครงงานสืบสานวัฒนธรรมชายแดนใต้เพื่อสันติภาพฯ และอดีตกรรมการพีเอ็นวายเอสฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ ปี พ.ศ.2550 กล่าวถึงภาพรวมของงานว่า เป็นที่น่าพอใจ จากเดิมหวังว่าจะมีคนมาร่วมแค่พันกว่าคน แต่เมื่อถึงวันงานจริงๆ กลับมีผู้เข้ารับฟังและรับชมนิทรรศการถึง 2,000 คน
          “ผมคิดว่าสาเหตุที่คนสนใจกันเยอะคงเป็นเพราะเนื้อหากิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้ล้วนเป็นโจทย์ให้สังคมได้คิดตาม เนื้อหาที่นำเสนอค่อนข้างเป็นข้อมูลทางวิชาการ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วง เวลาที่รัฐใช้กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อมูลความจริงเหล่านี้ทำให้คนในกรุงเทพฯ ตื่นตัวและให้ความสำคัญมาก”
          สำหรับกิจกรรมภายในงานมีทั้งบอร์ดนิทรรศการอธิบายอดีตจนถึงปัจจุบันระหว่าง รัฐไทยกับปัตตานี พิพิธภัณฑ์ของโบราณ การแสดงสีลัตกายง ปันจะสีลัต ละครสะท้อนสังคม ดิเกร์ฮูลู การขับร้องอานาซีด และเวทีสานเสวนาสู่สันติภาพ
          ไฮไลท์ของงานคือการสานเสวนา 3 หัวข้อ ได้แก่ “ความมั่นคงของชาติกับสิทธิมนุษยชนจะไปด้วยกันได้อย่างไร” มี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีที่เคยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและเสนอแนวทางแก้ปัญหาใน รัฐบาลไทยรักไทย นายกิจจา อาลีอิสเฮาะ ตัวแทนจากศูนย์ทนายความมุสลิม และ รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร.

“ทุกครั้งที่สถานการณ์ไฟใต้ทวีความรุนแรง จะมีนักศึกษาออกมารวมพลังทันที โดย เฉพาะพีเอ็นวายเอส เพราะสมาชิกของกลุ่มล้วนมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนจึงมีแรงบันดาลใจอยากเห็นบ้านเกิดของตนเองสงบสุข ผมคิดว่าทุกฝ่ายควรมองบทบาทของนักศึกษาตรงนี้ว่านี่คือพลังบริสุทธิ์ที่ สังคมหรือชาวบ้านตั้งความหวัง ทุกคนก็รู้อยู่ว่ากลุ่มนักศึกษาไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แต่กลับถูกคนของรัฐมองว่าโจร” ฟายอัยดีน เผยความรู้สึก และว่า
          “สำหรับคนมลายูมุสลิมชายแดนใต้ตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน รัฐก็ยังมีทัศนคติเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มองความคิดต่างของประชาชนว่าเป็นโจร ทั้งๆ ที่รัฐเองก็ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจในหลักการประชาธิปไตย แต่รัฐกลับไม่เคยเคารพ ไม่เคยแม้แต่จะรับฟังถึงปัญหาความเดือดร้อน ไม่เคยเคารพในวิถีชีวิตของชาวบ้าน จึงไม่แปลกที่รัฐพยายามดูด กด กลืน ให้ความต่างนั้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง”
          แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ได้ทำให้ ฟายอัยดีน และกลุ่มนักศึกษาพีเอ็นวายเอส รู้สึกย่อท้อ
          “ผมมองเป็นเรื่องขำมากกว่า ฝ่ายไหนจะมองอย่างไรผมไม่สนใจ เพราะพวกเราเป็นนักศึกษา สิ่งที่พวกเราทำคือรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพของคนในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขาห่างไกลจากความอยุติธรรม”
          สำหรับก้าวต่อไปของกลุ่มนักศึกษาจากปลายด้ามขวาน ฟายอัยดีน บอกว่า นักศึกษาต้องพัฒนาความคิดตนเองและชาวบ้านให้เห็นคุณค่าของสิทธิเสรีภาพตาม หลักการประชาธิปไตย เพื่อเดินหน้าสู่การมีพื้นที่ทางการเมืองอย่างสอดคล้องกับความเป็นตัวตนของ คนมลายูมุสลิมชายแดนใต้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี แต่จะด้วยกระบวนการอย่างไรนั้นต้องหารือกันในหลายๆ ภาคส่วน รวมทั้งฝ่ายรัฐเอง
          ขณะที่เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน (คพช.) ซึ่งมี ตูแวดานียา ตูแวแมแง เป็นประธาน และมีรากฐานมาจาก “พีเอ็นวายเอส” เช่นกัน มองไม่ต่างจากฟายอัยดีนว่า คงต้องยอมรับความจริงว่า ผลจากการจัดชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานี และกระแสข่าวที่ประโคมออกไปทำให้สังคมภายนอกเข้าใจว่ากลุ่มนักศึกษามีส่วน กับขบวนการใต้ดิน ถูกฝ่ายความมั่นคงจับตา
          “ที่จริงแล้วการออกมาแสดงบทบาทเป็นกระบอกเสียงตรงนั้น พวกเราอาศัยความเป็นนักศึกษาเพื่อให้สังคมรับรู้ความรู้สึกร่วมของชาวบ้าน และในฐานะคนในพื้นที่ โดยไม่มีอะไรแอบแฝงเหมือนที่สังคมเข้าใจ” ตูแวดานียา กล่าว

          สำหรับบทบาทของ คพช.ในขณะนี้ เน้นไปที่การจัดเวทีสัมมนาในประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายพิเศษที่ใช้อยู่ใน พื้นที่ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึก เพื่อให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจ และปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองได้ นอกจากนั้นก็พยายามทำงานอาสาพัฒนาในพื้นที่ที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจาก รัฐ
          “เราจะช่วยกันผลักดันให้ชาวบ้านมีพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น ใช้รูปแบบประชาธิปไตยทางตรงเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง จากเดิมที่ชาวบ้านใช้อำนาจผ่าน ส.ส.กับ ส.ว.ทางรัฐสภา แต่วันนี้ผลที่ออกมาเห็นชัดแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ โศกนาฏกรรมที่หมู่บ้านไอปาแย (เหตุการณ์บุกยิงพี่น้องชาวไทยมุสลิมถึงในมัสยิดที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง) สะท้อนความจริงว่าระบบที่มีอยู่ไม่สามรถคลายความเคลือบแคลงใจของชาวบ้านที่ มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐได้ และไม่สามารถผลักดันให้เกิดคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แล้วจะมีหวังเรื่องความเป็นธรรมได้อย่างไร”
          แม้จะรู้สึกท้อกับกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ ตูแวดานียา ก็ยืนยันแทนตัวเองและกลุ่มเพื่อนว่า ไม่เคยคิดเลือกใช้วิธีรุนแรง หรือสนับสนุนกลุ่มขบวนการใต้ดินในการต่อสู้
          “ผมรู้สึกท้อก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมกลายเป็นคนที่สนับสนุนความรุนแรงเหมือนกับที่หลายคนสงสัย ว่ากลุ่มนักศึกษาไปมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนกลุ่มขบวนการใต้ดิน ผมยืนยันว่าพวกเราไม่เคยคิดเช่นนั้น แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกใส่ร้ายป้ายสี เป็นวาทกรรมปกติตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วที่รัฐไม่พอใจกับการออกมาเคลื่อนไหวของ ประชาชนและนักศึกษาในพื้นที่ ทั้งๆ ที่พวกเราแค่อยากเห็นสันติภาพ”
          เช่นเดียวกับ ไลลา เจะซู  ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนนักศึกษาเพื่อสันติภาพ (คยนส) ที่รู้สึกผิดหวังกับความล้มเหลวของภาครัฐในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในดินแดน ด้ามขวาน
          “ฉันคิดว่าตราบใดที่รัฐยังไม่สามารถจัดการเรื่องความรู้สึกไม่เป็นธรรมใน หัวใจของประชาชนได้ ตราบนั้นสันติภาพก็ไม่มีวันเกิดขึ้น”
          ไลลา ยังกล่าวถึงการปรับโครงสร้างของกลุ่มนักศึกษาจากชายแดนใต้ด้วยว่า เนื่องจากหลายคนจบการศึกษาไปแล้ว คงต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ที่อาศัยความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากทุก ฝ่าย คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะมีองค์กรใหม่ขึ้นมารองรับการทำงาน…
          นี่คือคลื่นความคิดและย่างก้าวแห่งอนาคตของขบวนการนักศึกษาจากชายแดนใต้ นักศึกษาที่ใครๆ ก็ล้วนเชื่อมั่นในพลังบริสุทธิ์ และฝากความหวังให้เป็นอนาคตของบ้านเมือง!

3 Responses to รัฐต้องเลิกมองนักศึกษา PNYS เป็นโจร!

  1. aerd says:

    ทำไมคนไทยพุทธ/ไทยมุสลิม(บางส่วน)เรียกชาวมลายูว่า”คนแขก”

  2. aerd says:

    ช่วยตอบด้วยน่ะครับ”อยากรู้”

  3. ibnu batutah says:

    engkaulah harapan ku
    dan engkaulah harapan masyarakat melayu patani
    …beranilah kerana benar dan takutlah kerana salah…
    sesungguhnya tuhan itu bersama orang yang benar..
    ya…..ALLAH,balaskanlah mereka dengan sebaik-baik balasan…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: