เงื่อนไขประวัติศาสตร์ ปลุกแนวร่วมแบ่งแยกดินแดน

โดย… ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
“ต้องจับตาการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นพิเศษช่วงกลาง เม.ย.-พ.ค.” “ช่วงใกล้การเลือกตั้ง การเมืองอ่อนแอและไม่มีความชัดเจน ซึ่งจะเปิดช่องให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนฮึกเหิม และฉวยใช้โอกาสนี้เพื่อเคลื่อนไหวยกระดับความไม่สงบสู่สากล”
“นักการเมือง จำเป็นต้องอิงกระแสมลายูเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงใน พื้นที่ ดังนั้นนโยบายการหาเสียงในเขตที่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจึงอาจเป็นไปในลักษณะ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ หรืออาจจะหลับตาข้างหนึ่งขณะที่มีการก่อเหตุ” “การชูนโยบายหาเสียงด้วยเขตปกครองพิเศษจะยิ่งเข้าทางกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เพราะบัญญัติสูงสุดของขบวนการเหล่านี้คือต้องให้ได้มาซึ่งการปกครองตนเอง ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถประกาศเอกราชได้ในท้ายที่สุด”คือการประเมินล่าสุดของ หน่วยข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาคที่ 4 ต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้น

ความประหวั่นพรั่นพรึงที่มีขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดเป็นข้อสงสัยถึงสาเหตุการยืนระยะต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

สรุปความจากคำอธิบายของเจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำหน่วยข่าวกรอง … เสี้ยวประวัติศาสตร์ นำมาสู่ความเชื่อ พลังศรัทธา และกระบวนการต่อสู้

ข้อเท็จจริงว่าด้วย ‘การยึดครองดินแดน’ ระหว่าง 2 ชนชาติ คือเงื่อนไขประวัติศาสตร์ที่ทำให้ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ตั้งอยู่จนถึงปัจจุบัน

รกรากของแนวคิดขบวนการแบ่งแยกดินแดน เริ่มต้นจากความแตกต่างระหว่าง ‘ชนชาติ’ ของผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง กล่าวคือเมื่อ 190 ปีก่อน รัฐไทยเข้าปกครองรัฐปัตตานีในลักษณะเมืองประเทศราช โดยให้คนในพื้นที่ ‘ปกครองตนเอง’ แม้ขณะนั้นจะเกิดความขัดแย้งแต่ส่วนกลางก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย และด้วยวัฒนธรรมความเข้าใจของคนชนชาติเดียวจึงสามารถจัดการความขัดแย้งเอง ได้ โดยไม่มีการยกระดับสู่ความขัดแย้งกับรัฐผู้ปกครอง

กระทั่งรัฐไทยยื่นมือเข้ามาควบคุมและเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในของรัฐ ปัตตานี การปะทุและการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากผู้ปกครองจึงกำเนิดขึ้น

“แม้แต่ในคนชนชาติเดียวกันถ้าผู้ปกครองไม่สามารถสร้างความพึงพอใจได้ การต่อต้านก็จะเกิดขึ้น แต่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการปกครองของชนชาติหนึ่งกับอีกชนชาติหนึ่ง จึงยิ่งเป็นเงื่อนไขให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายนี้ ขยายความว่า ในอดีตผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณแหลมมลายู (บริเวณตอนใต้ของประเทศไทย-ตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย) และนับถือศาสนาพุทธจะถูกเรียกว่า ‘คนไทย’ หรือ ‘คนซีแย’ ส่วนผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะถูกเรียกว่า ‘นายู’ ซึ่งนับเป็นการสร้างวาทกรรม ‘แบ่งแยก’ ชนชาติอย่างชัดเจน

การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองเคยปะทุมาแล้วเมื่อปี 2513 – 2517 มีการระเบิดสถานที่ราชการ มีการส่งกองกำลังปิดล้อมที่ว่าการอำเภอ เรื่อยมาถึงปี 2522 –2527 ซึ่งเป็นยุคเบ่งบานของลัทธิสังคมนิยม ขณะนั้นอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนทั่วโลกเข้มข้นขึ้น เกิดเป็นขบวนการต่อต้านอำนาจรัฐอย่างหลากหลาย และช่วงนั้นเอง องค์กรปลดปล่อยสหปัตตานี (พูโล) และ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ได้ก่อการจนกลายเป็นที่รู้จัก

ผู้รับผิดชอบงานข่าว 3 จังหวัดภาคใต้ เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา พูโลและบีอาร์เอ็นได้แบ่งเขตงานกันชัดเจนและร่วมต่อสู้อย่างเคียงบ่าเคียง ไหล่ โดยพูโลเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองจากองค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) จึงได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี งบประมาณ เวทีแสดงออก จึงเน้นการทำสงครามเคลื่อนที่ ส่วนบีอาร์เอ็นมีลักษณะเป็นขบวนการลับ ไม่เปิดเผยตัว ยึดแนวทางสงครามประชาชน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อยตามทักษะเฉพาะ ได้แก่ บีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต (มวลชน) บีอาร์เอ็นคองเกรส (การทหาร) และ บีอาร์เอ็นอูลามา (แนวคิดศาสนา)

ย่างเข้าสู่ปี 2528 ท่ามกลางกระแสต่อต้านผู้รุกรานในสาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน นักรบมูจาฮีดีน (คำเรียกมุสลิมที่มีอุดมการณ์แน่วแน่ในการต่อสู้เพื่อศาสนา) เฟื่องฟูและขยายแนวคิดไปทั่วทุกหัวระแหง เกิดเป็นการไหลบ่าของอุดมการณ์เข้ามาสัมผัสกับนักศึกษาที่ไปเรียนต่อในต่าง ประเทศ ขณะนั้นมีการปลุกอุดมการณ์นับรบมูจาฮีดีนในประเทศไทยและประกาศให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นดินแดนการต่อสู้เพื่อศาสนา ชูแนวคิด ‘รัฐอิสลามปัตตานี’

เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์สูงสุดที่วางไว้และขจัดปัญหาความไม่เป็นเอกภาพ ของขบวนการที่มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป กลุ่มการเคลื่อนไหวต่างๆ จึงได้ตั้งสมัชชาขึ้นเพื่อหารือและกำหนดทิศทางการต่อสู้ใหม่ โดยมีการจัดตั้ง ขบวนการเพื่อเอกราชปัตตานี (เบอร์ซาตู) ซึ่งเป็นขบวนการจากการประสานความร่วมมือจากกลุ่มต่างๆ ที่มีจุดหมายเดียวกันคือปลดปล่อยรัฐปัตตานีให้เป็นอิสระ

สายบังคับบัญชาของเบอร์ซาตูในขณะนั้นขึ้นอยู่กับ นายวายุดดิน มูฮัมหมัด (พูโล) และนายวัน กาเดร์ เจ๊ะมาน (ประธานขบวนการแบ่งแยกรัฐปัตตานี) อดีตรองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย ที่พำนักอยู่นอกประเทศไทยและมักจะเรียกประชุมกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อกำหนดท่าที

“นักวิชาการทั้ง 2 นี้ วิพากษ์ว่ากลุ่มต่างๆ ยังแยกการเคลื่อนไหว จะไม่มีวันที่ชาวมลายูจะชนะ และประชาชนก็จะถูกกดขี่ต่อไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการรวมตัวกันในนามเบอร์ซาตู มีการตั้งสภาขึ้นมากำหนดแนวทางและวิธีการปฏิวัติ รวมถึงกำหนดธรรมนูญปฏิบัติของผู้ร่วมขบวนการ”นายทหารระดับสูงอธิบายถึงความ เป็นมา

เมื่อรวมกลุ่มพันธมิตรเป็นปึกแผ่น เบอร์ซาตูจะใช้ ‘บีอาร์เอ็น’ ซึ่งมีเครือข่ายเป็นแกนหลัก โดยให้บีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนตจัดทำยุทธศาสตร์แนวร่วม 7 ขั้นตอนการปฏิวัติ (บันได 7 ขั้น) บีอาร์เอ็นคองเกรส จัดทำยุทธศาสตร์การต่อสู้กับจักรวรรดินิยมสยาม และที่สำคัญที่สุดคือบีอาร์เอ็นอูลามาในฐานะผู้วินิจฉัยแนวปฏิบัติของมวลชนม ลายู และกำหนดท่าทีของบีอาร์เอ็นให้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม

“เขากำหนดแนวปฏิบัติหลักให้ยึดโยงกับอัลกุรอาน” นายทหารประจำหน่วยข่าวกรองอธิบายอีกว่า อูลามาได้วินิจฉัยว่า ดิน แดนแห่งนี้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) เป็นดินแดนมุสลิมที่ถูกยึดครองโดยคนต่างศาสนา ฉะนั้นการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดินแดนแห่งนี้จึงถือว่าเป็นภารกิจทางศาสนา ผู้ที่เข้าร่วมต่อสู้ถือเป็นนับรบมูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี ทรัพย์สินที่อยู่ในพื้นที่และทรัพย์สินของคนนอกศาสนาถือเป็นที่อนุญาติทั้ง สิ้น

ด้วยความเชื่อและแรงศรัทธาข้างต้น สามารถตอบคำถามถึงสาเหตุการยืนระยะต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

One Response to เงื่อนไขประวัติศาสตร์ ปลุกแนวร่วมแบ่งแยกดินแดน

  1. no says:

    รกรากของแนวคิดขบวนการแบ่งแยกดินแดน เริ่มต้นจากความแตกต่างระหว่าง ‘ชนชาติ’ ของผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง กล่าวคือเมื่อ 190 ปีก่อน รัฐไทยเข้าปกครองรัฐปัตตานีในลักษณะเมืองประเทศราช โดยให้คนในพื้นที่ ‘ปกครองตนเอง’ แม้ขณะนั้นจะเกิดความขัดแย้งแต่ส่วนกลางก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย และด้วยวัฒนธรรมความเข้าใจของคนชนชาติเดียวจึงสามารถจัดการความขัดแย้งเอง ได้ โดยไม่มีการยกระดับสู่ความขัดแย้งกับรัฐผู้ปกครอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: