Seorang ustaz ditembak mati

June 7, 2010

Seorang ustaz ditembak mati oleh orang yang tidak dikenali pada petang 6 Jun 2010. Arwah bernama Daramae Da’kek, 51 tahun merupakan seorang guru di Ma’had Al Falah Al Islami, juga bekas guru Ma’had Bi’that Ad-Diniyah Yala. Kejadian berlaku pada pukul 4 petang ketika arwah sedang menaiki motor di jalan raya di antara Kg Talingshan dan Kg Lingek, Mukim Bannangsata, Daerah Bannangsata, Yala.

Menurut saksi, terdapat sebuah kereta yang melalui jalan tersebut lalu menembak arwah. Orang kampung yang turut melalui jalan tersebut telah membawa arwah ke Hospital Bannangsata.

Arwah yang mengalami pendarahan serius akibat tembakan di bahagian leher kemudiaannya telah dirujuk ke Hospital Jala. Arwah meninggal dunia semasa pembedahan berlansung dan jenazah beliau telah dibawa pulang untuk dikebumikan.

Menurut isteri arwah, suaminya ditembak sewaktu dalam perjalanan balik daripada menziarahi anaknya yang sedang belajar di Makhad Tarbiyatulwatan Melayu Bangkok, Daerah Meang Jala. Arwah meninggalkan seorang isteri dan 7 orang anak di kediaman mereka ;133 M.6 T. Asong A.Raman Yala. Semoga rohnya dicucuri rahmat Allah dan ditempatkan bersama para syuhada’.

Al-Fatihah


ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง ผูกคอตายจริงหรือ!

May 31, 2010

ตามที่หลายๆสำนักข่าวได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของ นายสุไลมาน แนซา อายุ 25 ปี เป็นผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง โดยถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 22 พค.ที่ผ่านมา ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ว่าเมื่อวันที่ 30 พค.2553 เวลา 10.00 น. นายเจ๊ะแว แนซา อายุ 59 ปีซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายนั้น ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหาร ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงเข้าสู่กระบวนการซักถาม ว่านายสุไลมาน แนซา ได้เสียชีวิตแล้ว โดยอ้างว่าเนื่องจากผูกคอตายในห้องพัก เมื่อเวลา 07.10 น.วันที่ 30 พค.2553 จึงขอให้มาร่วมชันสูตรศพและรับศพด้วย

ดังนั้นนายเจ๊ะแว แนซา ผู้เป็นพ่อ พร้อมด้วยญาติพี่น้องรวมกว่า 10 คน ต่างไม่เชื่อกับการ

เสียชีวิตโดยผูกคอตาย จึงได้ติดต่อหน่วยงานที่เป็นภาคประชาสังคมหลายหน่วย รวมทั้งตัวแทน

เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรมในพื้นที่ ได้เดินทางร่วมกัน เพื่อร่วมตรวจสอบ

เมื่อเปิดเข้าไปดูพบศพ นายสุไลมาน ได้ใช้ผ้าขนหนู ผูกคอตายตรงบริเวณหน้าต่างในห้อง

สภาพศพลิ้นจุกปาก เสียชีวิตมากว่า 5 ชั่วโมงแล้ว จากนั้นแพทย์ได้เข้าชันสูตรพลิกศพได้ทำการ

ตรวจสอบบริเวณร่างกายทั้งหมดเป็นขั้นตอนว่ามีรอยฟกช้ำหรือบาดแผลบริเวณใดบ้าง แต่ไม่พบบาด

แผลใดๆทั้งสิ้น ทุกฝ่ายและครอบครัวผู้เสียชีวิตที่มาตรวจสอบก็เป็นพยานมีการถ่ายรูปเป็นหลักฐาน

ทุกขั้นตอนการตรวจสอบ

โดยทางนายเจ๊ะแว ผู้เป็นพ่อ ไม่ติดใจอะไร ฝ่ายตรวจสอบอื่นๆก็เช่นกัน เพียงแต่สงสัยว่าทำไม

เมื่อสองวันที่ผ่านมา ญาติผุ้ตายได้มาเยี่ยมนายสุไลมาน พบว่ามีร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งทางทหาร

ผู้ดูแลแจ้งว่าร่างกายปกติ สามารถเดินไปมาที่ศูนย์ได้ปกติ นอกจากนั้น 2 วันที่ผ่านมาได้นำตัว

นายสุไลมาน ไปที่บ้าน อ.สายบุรี เพื่อไปตรวจสอบที่บ้านก็ยังมีสภาพปกติ จากนั้น นายเจ๊ะแว แนซา

พ่อของผู้เสียชีวิต ได้นำศพกลับไปที่ อ.สายบุรี นั้น

ปรากฎว่าผลการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นด้วยสายตาของญาติและ หน่วยงานภาคประชาสังคม

หลายหน่วย รวมทั้งหน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ได้เข้าไปตรวจสอบเป็นประจักษ์พยานร่วมกัน แล้วได้

ถ่ายรูปเก็บไว้ สิ่งที่เห็นคือศพ นายสุไลมาน แนซา อยู่ในสภาพผูกคอตายด้วยผ้าขนหนูตรงบริเวณหน้าต่างในห้อง พัก สภาพศพลิ้นจุกปาก โดยแพทย์จากโรงพยาบาลหนองจิกได้เข้าชันสูตรศพและตรวจร่างกาย จากการตรวจร่างกายญาติพบว่าบริเวณลำคอมีรอยถลอก บริเวณใบหน้าและหน้าผากด้านขวามีรอยแผลเป็นทางยาว บริเวณหน้าท้องมีลักษณะคล้ายรอยจี้เป็นจุดๆและเอวด้านหลังมีลักษณะคล้ายรอย จี้เดียวกันเป็นแนวยาว บริเวณอวัยวะเพศมีคราบเลือดพบมีรอยแผลบริเวณอัณฑะ บริเวณต้นขามีลักษณะคล้ายรอยช้ำและบริเวณสะโพกมีแผลคล้ายรอยจี้เดียวกันเป็น บางจุด

ภายหลังจากชันสูตรศพที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ทางครอบครัวได้นำศพกลับไปที่ อ.สายบุรี และทางองค์กรภาคประชาสังคมได้เชิญแพทย์จากโรงพยาบาลยุพราชสายบุรีตรวจร่าง กายอีกครั้งที่บ้านของผู้เสียชีวิตเพื่อความสบายใจของทางครอบครัว

ข้อสังเกต

-จากการสอบถามนายเจ๊ะแว แนซา อายุ 59 ปี ผู้เป็นพ่อ บอกว่าหลังจากที่ลูกชายถูกควบคุมตัวทางครอบครัวได้ไปเยี่ยมลูกชายทุกวันและทุกครั้งที่ไปเยี่ยมตั้งแต่วันที่ 23-26 ครอบครัวสามารถเข้าเยี่ยมลูกชายได้ แต่ในวันที่ 27- 28 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้พบลูกชายโดยให้เหตุผลว่าลูกชายอยู่ในช่วงของการสอบสวน

-เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหารได้มาตรวจค้นบ้านพร้อมกับนายสุไลมาน แนซา เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม แต่จากการตรวจค้นไม่พบหลักฐานใดๆ

-จากการสอบถามนางสาวนูรมา แนซา อายุ 20 ปี น้องสาวผู้เสียชีวิต บอกว่าเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม ได้ไปเยี่ยมพี่ชายที่ค่ายอิงคยุทธฯ สังเกตเห็นว่าพี่ชายดูอ่อนเพลีย ทุกครั้งที่ตัวเองมาเยี่ยมพี่ชายตนสามารถจับมือถือแขนพี่ชายได้แต่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ตัวเองเข้าใกล้พี่ชาย โดยให้เหตุผลว่าพี่ชายอยู่ในช่วงของการสอบสวน

-ญาติ พบว่าจากการคลำลำคอพบว่าคอหัก บริเวณลำคอมีรอยถลอก บริเวณใบหน้าและหน้าผากด้านขวามีรอยแผลเป็นทางยาว บริเวณหน้าท้องมีลักษณะคล้ายรอยจี้เป็นจุดๆและเอวด้านหลังมีลักษณะคล้ายรอย จี้เดียวกันเป็นแนวยาว บริเวณอวัยวะเพศมีคราบเลือดพบมีรอยแผลบริเวณอัณฑะ บริเวณต้นขามีลักษณะคล้ายรอยช้ำและบริเวณสะโพกมีแผลคล้ายรอยจี้เดียวกันเป็น บางจุด

รูปภาพทางเรามี


ใต้ยิง เอ็ม.79 ถล่มฐานตชด. 3 ลูกซ้อนไร้เจ็บ

May 6, 2010

เมื่อเวลา 19.10 น. วันที่ 6 พ.ค. 53 พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.อ.ขวัญดี ฉิมพลี ผกก.สภ.เมือง และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด รวมทั้งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืน เอ็ม.79 ยิงถล่มใส่ฐานปฏิบัติการณ์หมวด ตชด.ที่ 2201 ซึ่งตั้งอยู่ภายในสถานียุทธศาสตร์มะนังตายอ ม.3 บ้านทุ่งขนุน ต.ลำภู อ.เมือง จำนวน 3 ลูกซ้อนเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่า จุดแรกเป็นบริเวณห้องน้ำด้านหลังฐาน ซึ่งกระสอบทรายที่ใช้ทำเป็นบังเกอร์ ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายเล็กน้อย จุดที่ 2. ที่บริเวณริมรั้วกำแพงของวัดเขากง ซึ่งอยู่ติดกับฐานปฏิบัติการณ์หมวด ตชด.ที่ 2201 มีหลุมลึก 1 ฟุต กว้าง 3 ฟุต และมีเศษปลอกกระสุนปืน เอ็ม.79 จำนวนหนึ่งตกอยู่ แต่ไม่มีสิ่งใดได้รับความเสียหาย และจุดที่ 3. บริเวณป่ารกทึบหลังพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีกิ่งไม้ถูกกระสุนปืน เอ็ม.79 จนหักและฉีกขาดไปจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวน ด.ต.คมคิด สร้อยจันทร์ หัวหน้าชุด ทราบว่า ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังผักผ่อนและแยกย้ายกันเข้าเวรยามอยู่นั้น ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้รถยนต์กระบะไม่ทราบสียี่ห้อและแผ่นป้ายทะเบียน เป็นพาหนะ เมื่อขับมาถึงบริเวณฐานปฏิบัติการณ์ คนขับได้ชะลอความเร็ว ให้คนร้าย จำนวน 2 คน ที่นั่งอยู่กระบะหลัง ใช้อาวุธปืน เอ็ม.79 คนละกระบอก ยิงใส่ฐานปฏิบัติการณ์ จำนวน 3 ลูกซ้อน แต่กระสุนพลาดเป้า แล้วคนร้ายได้รีบขับรถยนต์กระบะหลบหนีไป


Commemorating the42nd Anniversary of PULO Establishment

March 9, 2010

On January 22, 1968 PULO was established at Mount Arafah by late Tengku Bira Kota Nila / Kabir Abdul Rahman with some Patani leading scholars then residing in Mecca, Saudi Arabia.

And again, on the occasion of January 22, 2010, PULO reached its 42nd year of serving the Patani people. Reaching this middle age, PULO is just like a man with full of life experiences, living through a variety of life complexities with both success and setbacks which can be held as guidance for future’s glory and excellence.

PULO nowadays is already in a level of sufficient excitatory than ever before. All strategies that have been organized since the leadership election held eight months ago on June 2, 2009, has been proceeding smoothly and implemented according to schedule as set, with reasonable recorded success.

In conjunction with the commemoration of 42 years, PULO choose “Ummah Unity and Patani Freedom” as a theme of a direction to strengthen efforts for the achievement of the so called 5D strategy planning which has been successfully implemented.

One of these strategies which is the PULO’s main agenda, is to empower Patani national claims involving as many Patani liberation movements possible, i.e. working together towards putting Patani liberation movements in a high current momentum and a common effort to find a solution for the Patani issue with a broad, strong and comprehensive international support, an approach which is always blocked by the Thais at all time by various means, directly or indirectly.

Thailand considers Patani issue as its country’s internal affairs which cannot be interfered with by any parties, regionally or internationally. The Pattani issue that Thailand is trying to expose is merely as issues of poverty, conflicts of interest, injustice etc. All are aimed at hiding the colonial issue and over the issue of robbing the rights and sovereignty of Patani Malay race. Instead, PULO and Patani liberation movements are ready to have regional or international parties as key player in moving forward peace process in Patani region, an attempt that Thailand is also trying to avoid for fear of becoming an international issue.

A mediator or third party is considered as noxious poison by Abhisit administration and Thailand, but as honey to Patani liberation movements. The reason is simply because when there are mediators involved, Thai awful things and behaviour will be disclosed and the rightful truth will be on Patani freedom fighters’ side. Therefore all blockade efforts taken by Thailand to restrict the role of mediation will fail because it will be their own death blow. The most feared is, if there be a room for independence demand and the Patani people treated fairly by the international community, especially after the end peace efforts, advantages will be on freedom fighters, with possibility of leading to fully independence.

In preventing such move, Thailand is putting much effort to do something even though how bitter it is for them. An opposition Pua Thai (For Thais) party suggested the idea of ‘Greater Patani’ (Maha nakhorn Pattani) plan, a model associated with the ancient history of glorious ancient Langkasukan Patani, the Abhisit government had in principle agreed in adjusting into a new political scenario because the idea was greeted warmly by the Patani people. This is the first time in the history of the Patani Malay uprising against Thai colonialism. The Patani people can speak out with so loud and bold in seminars and forums, on TV and newspapers’ coverage. Although it looks like it was uncontrollable but nevertheless it is still benefitting the Patani people, increasing morale among its community in a situation that is difficult to be easily prevented ever again. Patani has become a bargain issue for Thai politicians to gain votes.

This may be tolerated by the Abhisit government hoping it can absorb and eventually eliminate the independence claims striven by Patani liberation movements, meaning the Thai government neither need peace with freedom fighters nor the mediators on Patani issue as most people seem pleased with the new environment. Later, according to the Thai government, it needs just to invite people to sit down and discuss to establish the desired form of government by the people to leave the Patani liberation movements as desolation issue. This is the view that Abhisit government may have in mind.

But in reality it is actually not so. Those who welcomed the idea and model of ‘Greater Pattani’ or Patani Affairs Ministry (Tabuang) proposed by Matuphum (Motherland) party, are in fact the unsung Patani heroes (directly or indirectly affiliated with liberation movements) pending for any possible opportunity in any political space that exists in filling their nature of moving openly and lawfully where Patani freedom fighters do not have the opportunity to participate and for those that do not support this (open or underground nature), they will not be interested in ideas like these in the first place.

Year 2010 is the year that can be viewed as a new landscape where Patani liberation struggle is changing the face towards a more advantage to the Patani liberation movements that are active in all aspects. Close cooperation between them has made many things possible and never before this could be achieved. But it has already been carried out successfully. Perhaps the word BRN, PULO, BIPP or Mujahideen will not be necessarily mentioned again in the near future, instead, they could be merged and bore the name only as ‘the Patani Liberation Movement (PLM) or Gerakan Pembebasan Patani (GPP) and GPP will then be the only sole legitimate representative of the Patani Malay people.


“พูโล”ปรับโฉมองค์กรใหม่ในวาระก่อตั้งครบ 42 ปี รวมทุกขบวนการเป็นหนึ่งภายใต้ชื่อ GPP

March 9, 2010

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์พูโลได้ออกแถลงการณ์ในวาระครบรอบการก่อตั้งปีที่ 42 ซึ่งในแถลงการณ์ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าตลอดจนแนวทางซึ่งจะเป็นเข็มมุ่งของ องค์กรในปีถัดไป ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริง ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของขบวนการพูโลเอง รวมทั้งขบวนการอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์ “ปลดปล่อยปาตานี” อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เอกภาพที่พูโลหมายมั่นปั้นมืออยากให้เป็นจริงนี้ จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ยังเป็นที่กังขาอยู่ จากเหตุผลที่ว่าการที่จะยกเลิกการนำและปฏิบัติการของกลุ่มขบวนการเก่าแก่ อย่าง BRN, BIPP (BNPP เดิม) หรือแม้แต่กลุ่ม Mujahideen คงไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าก็คือ กลุ่มขบวนการต่างๆ ดังกล่าวน่าจะยังคงมีตัวตนอยู่ต่อไป รวมทั้งยังสามารถปฏิบัติการของตนต่อไป เพียงแต่เมื่อมีการให้ข่าว การออกแถลงการณ์ หรือการนั่งโต๊ะเจรจา จะใช้ชื่อ GPP หรือ Gerakan Pembebasan Patani อันเป็นชื่อรวมๆ กันของ “ขบวนการปลดปล่อยปาตานี” ตามที่พูโลต้องการ หรืออาจบรรลุข้อตกลงกันแล้ว สอดรับกับสถานการณ์สากลในอนาคตที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีฝ่ายที่สามหรือผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลางเข้ามาแทรกแซงในกรณีปาตานี

เปิดแถลงการณ์พูโล

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.puloinfo.net ระบุว่า ขบวนการพูโลได้ประกาศตัวครั้งแรก ณ ภูเขาอาราฟะห์ จุดทำพิธีหัจญ์ที่สำคัญเมื่อ 22 มกราคม ค.ศ.1968 (พ.ศ.2511) โดย ตนกูบีรอ กอตอนีลอ หรือที่รู้จักกันในชื่อจัดตั้งว่า กาบีรฺ อับดุลเราะห์มาน ขบวนการพูโลได้ฝังตัวและเติบโตในนครเมกกะ (มักกะห์) ประเทศซาอุดิอารเบีย นับแต่นั้นมา

วันที่ 22 มกราคมศกนี้ (พ.ศ.2553) ขบวนการพูโลครบรอบการก่อตั้งปีที่ 42 พูโลได้ออกคำแถลงการณ์กล่าวว่า ปีนี้พูโลได้ย่างเข้าสู่วัยกลางคน และแน่นอนในวัยนี้พูโลย่อมมีประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากและสลับซับซ้อนยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จและภาวะถดถอยชะงักงันที่พูโลประสบ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นบทเรียนสำคัญที่จะนำพาขบวนการพูโลไปสู่ความ รุ่งเรืองและความเป็นเลิศต่อไป

ในสภาพปัจจุบัน พูโลได้มาถึงขั้นตอนที่น่าตื่นเต้นและน่าพอใจมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังที่ขบวนการพูโลได้ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกระดับนำ เมื่อ 2 มิถุนายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) ซึ่งพูโลได้ประเมินว่า ในห้วงเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา (นับจากวันที่เลือกตั้ง จนถึงเดือนมกราคม 2553) ยุทธศาสตร์ขององค์กรสามารถปฏิบัติและดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น ส่วนแผนปฏิบัติการทั้งหลายแหล่ก็สามารถบรรลุผลอย่างพอควร

ชูแนวทางรวมทุกกลุ่มเพื่อเอกภาพ

ในโอกาสครบรอบปีที่ 42 แห่งการก่อตั้งนี้ พูโลได้กำหนดเข็มมุ่งเพื่อเป็นแนวทางการต่อสู้ภายใต้สโลแกนว่า Ummah Unity and Patani Freedom หรือ “เอกภาพของประชาชาติ (อุมมะห์) และอิสรภาพของปาตานี” (‘ปาตานี’ หมายถึง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และส่วนหนึ่งของจังหวัดสงขลา) พูโลเชื่อว่าแนวทางนี้จะสร้างความเข็มแข็งแก่ความพยายามใดๆ ที่จะก้าวไปบรรลุผลตามยุทธศาสตร์ 5D ของพูโล อันเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่พูโลเชื่อว่าได้ผลดียิ่ง โดยวัดจากความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา

ประเด็นที่น่าสนใจในแถลงการณ์นี้คือสิ่งที่พูโลเรียกว่า “หนึ่งในวาระหลักของพูโล” นั่นคือการเรียกร้องให้ขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีทุกกลุ่มเท่าที่ เป็นไปได้ ร่วมมือกันเพื่อแสวงหาจุดสมดุลสูงสุดในสถานการณ์สู้รบปัจจุบัน สิ่งนั้นคือข้อเรียกร้องให้ทุกกลุ่มช่วยกันยกระดับปัญหาปาตานีสู่เวทีสากล ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหนทางที่ขบวนการต่อสู้ของประชาชนปาตานีจะได้รับการหนุน ช่วยในระดับนานาชาติ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพูโลกล่าวหาว่า ทางการไทยใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มต่อสู้ของปาตานี ได้รับการสนับสนุนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ในแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลไทยมองปัญหาปาตานีว่าเป็นปัญหาภายในของไทย ซึ่งฝ่ายใดๆ ไม่ว่าในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกจะต้องไม่เข้าไปแทรกแซง พูโลกล่าวว่า รัฐบาลไทยพยายามที่จะแสดงให้นานาชาติเห็นว่า ปัญหาปาตานีเป็นผลพวงจากความยากจน การขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ความไม่เป็นธรรม ฯลฯ เพียงเท่านั้นเอง แต่จุดประสงค์จริงๆ ของไทยเป็นการจงใจปกปิดบิดเบือนประเด็นอาณานิคมที่ปาตานีตกเป็นอาณานิคม (เมืองขึ้น) ของไทย และไทยได้ฉกชิงปล้นสะดมสิทธิและอำนาจอธิปไตยโดยชอบของชนชาติมลายูปาตานี

ต่อปัญหานี้ พูโลกับขบวนการเพื่อปลดปล่อยปาตานีอื่นๆ จึงแสดงความพร้อมที่จะให้ “ฝ่ายที่สาม” ไม่ว่าในระดับนานาชาติหรือระดับภูมิภาคเข้ามามีบทบาทเป็นตัวขับเคลื่อน กระบวนการสันติภาพให้เกิดขึ้นในดินแดนของปาตานี แต่ความพยายามดังกล่าวนี้กลับเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยพยายามหลีกเลี่ยงเสมอมา ด้วยความเกรงกลัวว่าปัญหาปาตานีจะถูกยกระดับขึ้นเป็นประเด็นนานาชาติ

อ้างรัฐบาล ปชป.ปฏิเสธ”เจรจา”

คำแถลงของพูโลยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทยภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองว่าผู้ไกล่เกลี่ยหรือฝ่ายที่สามเป็นประดุจยาพิษที่ร้ายกาจ ในขณะที่เป็นน้ำผึ้งอันหอมหวานสำหรับขบวนการปลดปล่อยปาตานี ทั้งนี้ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่คนกลางหรือผู้ไกล่เกลี่ยเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งชั่วร้ายและพฤติการณ์ที่ไม่ถูกไม่ต้องทั้งหลายแหล่ก็จะถูกเปิดเผยขึ้นมา ในขณะที่ฝ่ายนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปาตานีจะเป็นข้างฝ่ายที่ถูกต้องเสมอ ผลก็คือมีความพยายามสกัดกั้นดังกล่าวของทางการไทย เช่นการเข้มงวดกวดขันหรือจำกัดบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย จนนำมาสู่ความล้มเหลว แต่ที่สุดก็จะส่งผลร้ายกลับต่อทางการไทยเอง

เว็บพูโลกล่าวอ้างว่า สิ่งที่ทางการไทยหวาดกลัวที่สุดก็คือ จะมีที่ว่างสำหรับที่ประชาชนจะเรียกร้องเอกราช และการที่ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากประชาคมนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังความพยายามเพื่อสันติภาพบรรลุผล จะทำให้ผลดีหรือประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของฝ่ายนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปา ตานี ทั้งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นหนทางไปสู่การได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ของปา ตานีอีกด้วย

หนุนกระแสนครปัตตานี-แต่เชื่อเป็นแค่ประเด็นหาเสียง

อีก ประเด็นที่น่าสนใจในคำแถลงการณ์ของพูโล คือประเด็นที่ระบุว่า รัฐบาลไทยได้แสดงความพยายามอย่างมากที่จะกระทำในสิ่งที่เป็นของขมสำหรับพวก เขา ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ปาตานีถูกขับเคลื่อนไปสู่เอกราช นั่นคือรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงกับยอมแสดงความเห็นด้วยในแง่หลักการรับกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยถึงแนวคิดเรื่อง “มหานครป้ตตานี” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับรัฐลังกาสุกะโบราณของปัตตานี โดยกล่าวว่านายอภิสิทธิ์ต้องการเพียงแค่ปรับตัวให้กลมกลืนกับสถานการณ์ทาง การเมืองที่ประชาชนชาวปาตานีตอบรับแนวคิดดังกล่าวอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเท่า นั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนแถลงการณ์ของพูโลจะคลาดเคลื่อนในการแสดงข้อมูลในเรื่องนี้ เพราะที่จริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพียงแค่เคยแสดงท่าทีตอบรับแนวคิดเรื่อง Autonomy (การปกครองตนเอง) บางระดับต่อข้อเสนอของ นายนาจิ๊บ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในคราวที่นายอภิสิทธิ์เดินทางไปมาเลเซียก่อนการประชุมผู้นำอาเซียนที่หัวหิน เมื่อปลายปีที่แล้ว ในเวลานั้นคนในพื้นที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอชายแดนใต้ยังไม่รับรู้อะไรมากกว่านั้น แต่ภายหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย จุดประเด็นแนวคิดเรื่อง “มหานครปัตตานี” จนกลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งในเวทีส่วนกลางและภูมิภาค คำแถลงของพูโลจึงรวบรัดในส่วนนี้

แต่กระนั้น พูโลยังกล่าวต่อไปว่า แนวคิดเรื่องดังกล่าวนับเป็นการจุดประกายครั้งแรกในประวัติศาสตร์ปาตานี และถือได้ว่าเป็นการลุกขึ้นของประชาชนปาตานีในการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม ไทย

เว็บไซต์พูโล กล่าวว่า ประชาชนปาตานีได้ลุกขึ้นพูดอย่างเปิดเผยด้วยสุ้มเสียงอันดังและกล้าหาญ ทั้งในที่สัมมนาและที่ประชุมต่างๆ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นผ่านทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่การแสดงออกเช่นนี้พูโลมองว่า เป็นการแสดงความรู้สึกอันท่วมท้นซึ่งดูเหมือนไร้ระเบียบและปราศจากการควบคุม ทิศทางอย่างถูกต้องเหมาะสม แต่ก็นับว่าเป็นผลดีต่อประชาชนชาวปาตานีโดยส่วนรวม โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ ทว่าในท้ายที่สุด ปาตานีก็ได้กลายเป็นเพียงประเด็นที่ถูกชูขึ้นมาเพื่อการหาเสียงของนักการ เมืองเท่านั้น

เว็บพูโลระบุด้วยว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยอมปล่อยให้บรรยากาศเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ยี่หระ ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาหวังว่าการตื่นตัวกับแนวคิดดังกล่าวจะช่วยกำจัดหรือ ทำลายแนวคิดหรือข้อเรียกร้องเพื่อเอกราชของปาตานี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ขบวนการปลดแอกปาตานีต่อสู้มาตลอด ทำให้พูโลตีความว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ต้องการมีสันติภาพร่วมกับนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพของปาตานี อย่างแท้จริง รวมทั้งไม่ได้ต้องการคนกลางหรือไกล่เกลี่ยเพื่อที่จะแก้ปัญหาร่วมกันดังที่ ประชาชนส่วนใหญ่พากันแสดงความตื่นเต้นดีใจกับเงื่อนแวดล้อมใหม่ๆ เวลานี้แต่อย่างใดไม่

แผนโดดเดี่ยวฝ่ายขบวนการ

ประเด็น ที่น่าสนใจอีกประการที่พูโลระบุคือ ในการแก้ปัญหาปาตานีตามที่รัฐบาลไทยทำในเวลาต่อมา ก็เพียงแค่เชิญคนบางคนมานั่งลงและพูดคุยกันถึงเรื่องที่ว่า ควรออกแบบรูปการปกครองปาตานีในรูปลักษณ์ใดดีที่ประชาชนชาวปาตานีต้องการ การทำเช่นนี้เป็นการโดดเดี่ยวฝ่ายขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนไม่ให้ มีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง ตามทัศนะของพูโลระบุว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์กำหนดเป็นวาระอยู่ในใจไว้แล้ว

แถลงการณ์ของพูโลกล่าวปรามาสว่า มันไม่มีทางเป็นอย่างที่รัฐบาลไทยคิดหรอก สำหรับคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับโมเดล “มหานครปัตตานี” หรือ “ทบวงปัตตานี” (กระทรวงหรือทบวงเพื่อปกครองปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งกำหนดให้มีรัฐมนตรีดูแลต่างหาก) ซึ่งเสนอโดยพรรคมาตุภูมิ

พูโลยืนกรานว่า แท้ที่จริงคนเหล่านั้นหาใช่วีรชนที่พึงได้รับการสรรเสริญยกย่องไม่ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมพวกเขาไม่เคยเกี่ยวข้องกับขบวนการกอบกู้เอกราชปา ตานี ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเพียงนักฉวยโอกาสจากพื้นที่ว่างทางการเมืองที่เกิดขึ้น แน่ล่ะพวกเขาสามารถโลดแล่นอย่างอิสระ เปิดเผยและถูกกฎหมาย ในขณะที่นักต่อสู้เพื่ออิสรถาพของปาตานีที่แท้จริงไม่ได้มีโอกาสเช่นนั้นแม้ แต่น้อย รวมทั้งไม่มีส่วนร่วมในโอกาสนั้นแต่อย่างใด

รวมทุกกลุ่มเป็นหนึ่งในชื่อ “GPP”

พู โลประเมินว่า ปี ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) จะเป็นปืแห่งโฉมหน้าใหม่ของขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานีทุกกลุ่ม อันจะเป็นผลดีต่อขบวนการต่อสู้ในทุกๆ ด้าน พูโลมองว่าการร่วมมือกันอย่างแนบแน่นของขบวนการที่ต่างคนต่างทำก่อนหน้านี้ จะทำให้หลายสิ่งอย่างเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ที่สำคัญในแถลงการณ์ได้แสดงความหวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้คำว่า บีอาร์เอ็น (BRN) พูโล (PULO) บีไอพีพี (BIPP -ขบวนการปลดปล่อยอิสลามปาตานี) หรือ มูจาฮีดิน (Mujahideen) อาจไม่จำเป็นต้องเอ่ยอ้างอีกต่อไป เนื่องจากแต่ละกลุ่มขบวนการจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “ขบวนการปลดปล่อยปาตานี” ในภาษาอังกฤษจะใช้ชื่อว่า The Patani Liberation Movement ย่อว่า PLM ส่วนในภาษามาเลย์ใช้ชื่อว่า Gerakan Pembebasan Patani (ฆระกัน เปิมเบบัสซัน ปาตานี) ตัวย่อว่า GPP

และนับแต่นี้ไปชื่อ GPP จะเป็นชื่อเรียกตัวแทนอย่างเป็นทางการของขบวนการต่อสู้ของประชาชนชาวมลายูปา ตานีทั้งหมดแต่เพียงหนึ่งเดียว!


Puak pemisah selatan Thai sedia berunding KUALA LUMPUR 17 Feb. – Dua kumpulan pemisah di selatan Thailand, Barisan Revolusi Nasional (BRN-C) dan Pertubuhan Pembebasan Pattani Bersatu (PULO) bersedia berbincang dengan Kerajaan Thailand bagi menamatkan konflik di wilayah berkenaan.

February 18, 2010
Jurucakap kumpulan tersebut berkata, dalam pertemuan antara pemimpin kedua-dua kumpulan baru-baru ini mereka mencapai kesepakatan untuk bekerjasama dalam meneruskan perjuangan sama ada melalui pendekatan militan atau politik.

”Keputusan berkenaan dibuat dalam perjumpaan khusus antara pemimpin BRN-C dan PULO yang turut dihadiri Naib Presiden PULO yang juga Ketua Bahagian Hal Ehwal Luar Negara PULO, Kasturi Mahkota,” kata jurucakap itu dalam satu kenyataan kepada Utusan Malaysia.

Persetujuan dua kumpulan ini dilihat mampu memberikan harapan kepada usaha bagi mewujudkan keamanan di selatan Thailand.

Dalam kenyataan itu juga, jurucakap tersebut berkata, kedua-dua kumpulan juga bersedia menerima siapa sahaja yang dilantik sebagai orang tengah bagi berunding dengan kerajaan Thailand, asalkan ia tidak lari daripada prinsip dan matlamat perjuangan mereka.

”Bagaimanapun berdasarkan kedudukan Malaysia yang unik dari segi sejarah antara penduduk dan hubungan baik antara kedua-dua kerajaan, maka harapan menuju perdamaian mungkin lebih mudah jika Malaysia menjadi orang tengah,” katanya.

Jurucakap itu berkata, atas faktor-faktor keselamatan, BRN-C dan PULO meminta perbincangan dengan pihak kerajaan Thailand tidak diadakan di negara itu.

”BRN-C dan PULO berpendapat, kerajaan Thailand khususnya pihak tentera tidak boleh lagi berdolak-dalik di dalam usaha mencari penyelesaian konflik di selatan Thailand dan dunia tidak boleh menyalahkan puak pemisah sekiranya berlaku pergolakan yang berterusan,” katanya.

BRN-C dan PULO juga melahirkan penghargaan kepada Perdana Menteri, Datuk Seri Najib Tun Razak yang prihatin membantu menyelesaikan masalah di wilayah itu.

”Selain itu, kami tidak ada masalah dengan kumpulan pejuang lain kerana dasar serta matlamat adalah sama. Perjuangan akan diteruskan bagi mencari penyelesaian sehingga masalah mampu diatasi secara menyeluruh. Tindakan yang akan diambil bergantung kepada tindak balas kerajaan Thailand,” kata jurucakap itu lagi. – Utusan

http://www.utusan.com.my

Thailand jamin boleh atasi keganasan

February 3, 2010

GENEVA: Menteri Luar Thailand, Kasit Piromya berkata semalam, kerajaannya akan berupaya menangani keganasan kumpulan pemisah di selatan negara itu menjelang akhir tahun ini.

Ketika ditanya sama ada beliau yakin kerajaan dapat membawa keamanan pada 2010 di wilayah yang sudah dilanda keganasan sejak lima tahun lalu, Kasit berkata: “Ya, ya, ya. Di bawah pentadbiran kami.”

Beliau berkata kerajaan Thailand kini memberi bantuan kewangan untuk memajukan wilayah itu, selain bekerjasama dengan pasukan keselamatan untuk mewujudkan keamanan.   Pada peringkat antarabangsa, Thailand juga menerima bantuan daripada pelbagai negara termasuk negara Teluk, Malaysia dan Indonesia untuk menangani masalah itu.

“Beberapa pemimpin asing sudah memberitahu penduduk minoriti Islam yang menjadi rakyat Thailand agar menjadi warga negara yang baik. Semua pihak membantu kami untuk membawa keamanan di wilayah selatan. Kami optimis,” katanya kepada wartawan di Geneva.

Lebih 4,100 penduduk Buddha dan Islam terkorban dan beribu-ribu lagi cedera sejak kumpulan pemisah melancarkan pemberontakan di selatan negara itu enam tahun lalu.

Undang-undang darurat dikuatkuasakan pada pertengahan 2005, tetapi kumpulan hak asasi berkata peraturan itu sering disalahgunakan pasukan keselamatan. – AFP

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ini ada satu lagi penipuan kerajaan siam terhadap orang Islam di Patani dan kepada dunia. apa yang di kata kan itu semua tidak boleh di percayakan sebab sebenanya kerajaan saim lebih bertindak kejam kepada orang patani. semakin hari semakin kejam ada yang mereka bunuh dan menankap orang yang tidak bersalah dan sebagai nya. harap kepada semua orang Islam di Patani jangan terdaya dengan kata-kata siam itu semua nya sendiwara saja. kita tidak boleh bersama siam..

Dari

Sriduka  Jawisakti


ซ้อมทรมานอีกแล้ว….. ปิดท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

January 17, 2010
กรณีนายมูฮัมมัดสูนี ดะและ ผู้ถูกจับคดีความมั่นคงในพื้นที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส, เครือข่ายบัณฑิตอาสา พัฒนาสังคม จังหวัดชายแดนภาคใต้ (คบส.จชต.)
จากการที่คณะทำงาน INSouth ได้เยี่ยมเยียนและรับเรื่องร้องเรียนจากญาติผู้ถูกซ้อมทรมาน (อีกราย) ในคดีความมั่นคง จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันที่ 28 ธันวาคม 2552 และมีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับญาติที่เกี่ยวข้องนั้น พบว่า “เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวน –สอบสวน –และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและก่อความไม่สงบ ….ไม่เคารพกฎหมายและหลักการสิทธิมนุษยชน เพราะมีการซ้อมทรมานและขู่เข็ญเพื่อให้รับสารภาพตามข้อกล่าวหา…..โดยไม่ ผ่านกระบวนการยุติธรรม”

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 เวลาประมาณ 13.30 น.นายมูฮัมมัดสูนี ดะและ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควยคุมตัวในพื้นที่ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมเพื่อน 3 คน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำนายมูฮัมมัดสูนี ดะและ ไปยัง ฉก. 38 (ตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ส่วนเพื่อนอีกสามคนได้รับการปล่อยตัวและไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงที่ได้จากผู้ถูกซ้อมทรมาน –ศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดนราธิวาส

ระหว่างถูกควบคุมตัวไปยัง ฉก. 38 ในพื้นที่ตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ โดยวิธีการต่างๆ เช่น ถูกตีด้วยด้ามปืนที่บริเวณแก้มขวา จำนวนหลายครั้ง จนทำให้บวม ถูกเตะและกระทืบตามลำตัว และปรากฏมีรอยกุญแจมือทั้ง ๒ ข้าง ถูกถ่มน้ำลายใส่ใบหน้า นำทากมาปล่อยบริเวณบาดแผลที่มีเลือดไหล ต่อมาในวันเดียวกัน นายมูฮัมมัดสูนี ดะและ ถูกส่งตัวไปยังศูนย์ซักถาม ศปก.ตร.สน. ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา

เสียงจากญาติผู้ถูกซ้อมทรมาน

ครั้งแรกของการเยี่ยมที่ ศปก.ตร.สน. จังหวัดยะลา ตนเองและครอบครัวตกใจมาก เพราะพวกเราแทบจำใบหน้าขอน้องชายไม่ได้เลย สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มีใบหน้าบวมและเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายและโดนทุบตี

ดิฉันจึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น ทำไมใบหน้าถึงได้บวมแบบนี้” น้องชายดิฉันบอกว่า “เจ้าหน้าที่ทหารที่ ฉก.38 เป็นคนทำ และยังขู่ให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุทั้งที่ตนไม่ได้กระทำและรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่ได้พูดแกมข่มขู่ว่า หากตนไม่รับสารภาพก็จะเจ็บตัวมากกว่านี้…หรือไม่ก็อาจจะไม่สามารถลืมตาไป จนถึงวันพรุ่งนี้ก็ได้…และเจ้าหน้าที่ทหารได้ต่อยสารพัดอย่างจนตนไม่ สามารถลุกขึ้นได้เลย น้องชายตนเองพูดด้วยเสียงที่เหนื่อยหน่ายว่า “ตนเองเหมือนตายทั้งเป็น เหมือนหัวกำลังจะหลุดออกจากร่างกาย…..

สิ่งเดียวที่ดิฉันอยากฝากให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ ปัญหาภาคใต้คือ “ฉันอยากรู้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ถูกบังคับภายใต้กฎหมายของรัฐไทยหรือ จึงได้ปฏิบัติต่อประชาชนเหมือนเขาไม่ใช่พลเมืองของประเทศ…. กฎหมายมาตราไหนที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถทำร้ายประชาชนได้ แท้ที่จริงแล้ว…..เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ภาคใต้จะมารักษาความปลอดภัยให้ประชาชนหรือ…. มาสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่กันแน่…. ดิฉันในฐานะที่เป็นเหยื่อของผู้ถูกกระทำ….. ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนว่าสิ่งที่ตนเองได้ กระทำต่อน้องชายของตนเองว่า ถูกต้องหรือไม่ และมีความชอบธรรมเพียงใด เสียงจากคณะทำงานบัณฑิตอาสาฯ ที่ได้เข้าเยี่ยมและพูดคุยกับญาติของผู้ถูกซ้อมทรมาน

นางสาวเราะอูฟ มูซอ คณะทำงาน INSouth ที่ได้เข้าเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับพี่สาวของนายมูฮัมมัดสูนี ดะและ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และได้เปิดใจกับผู้เขียนว่า “ตนเองคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กรณีนี้จะเป็นกรณีสุดท้ายที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกซ้อม ทรมานเพื่อให้รับสารภาพตามข้อกล่าวหาระหว่างการควบคุมตัว….

โดยส่วนตัวมีความเข้าใจว่า เจ้าหน้าที่ทหารต้องปฏิบัติงานเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนและประเทศชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ตนเองอยากจะฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ “การซ้อมทรมานเพื่อให้ผู้ถูกจับรับสารภาพ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมแล้ว มันยังมีแนวโน้มว่า รัฐจะเป็น “ตัวก่อปัญหาและเป็นตัวแปรสำคัญในการบีบบังคับประชาชนที่บริสุทธิ์และถูก ละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฯ ไม่มีที่ยืนและต้องเลือกข้างในที่สุด…..”

หมายเหตุ

ข้อมูลบางส่วนได้รับจากการให้ข้อเท็จจริงจากศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดนราธิวาส


สัน…………….ที่จริง เป็น Forword เมลย์ แต่อยากให้ดูเฉพาะมุสลิมเท่นนั้น ส่งต่อไห้เพื่อนๆ ด้วยนะ ตารีมอกาเซะ บาเยอะๆ 1 มกราคม การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน

December 28, 2009

ในทุก ๆ ปี  พลเมืองโลกทั่วไปจะเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่  1  มกราคมกันอย่างเอิกเกริก  ในคืนสุดท้ายของปีซึ่งเรียกกันว่า  “คืนส่งท้ายปีเก่า”  จะมีการเตรียมการสำหรับนับถอยหลัง  (Countdown)  ในช่วงการเปลี่ยนวัน  ณ  เวลา  0  นาฬิกา  (เที่ยงคืน)  ซึ่งถือเป็นการขึ้นวันใหม่ตามอย่างสากล  ผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่นั้นต่างก็รู้เพียงว่านั่นคือวันที่  1  ของปีใหม่ที่ควรจะยินดีและต้อนรับด้วยการเฉลิมฉลอง

ทว่าคงไม่มีผู้ใดรับรู้หรือฉุกคิดหรอกว่า  ทำไมหนอ  พวกฝรั่งตะวันตกจึงกำหนดเอาวันที่  1  มกราคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่  ทั้ง ๆ  ที่ผู้นั้นอาจเป็นคนไทยที่ถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติ  หรือผู้นั้นอาจจะเป็นผู้มีเชื้อสายจีน  ซึ่งก็มีวันขึ้นปีใหม่ตามคติจีนและมิใช่วันที่  1  มกราคมแต่อย่างใด  กระนั้นพวกเขาก็ร่วมเฉลิมฉลองในวันที่  1  มกราคม  ตามสากล  (หรือตามฝรั่งตะวันตก)  ได้อย่างสนิทใจ

ที่ น่าเศร้าใจก็คือมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เข้าร่วมในการเฉลิมฉลอง นั้นด้วย  ซึ่งนั่นก็ไม่น่าเศร้าใจเท่ากับการที่ชาวมุสลิมเหล่านั้นขาดภูมิความรู้ทาง ประวัติศาสตร์แห่งประชาชาติของตน  จะด้วยเพราะไม่รู้หรือมิได้ฉุกคิดก็ตามทีจึงได้เผลอไผลเห็นดีเห็นงามจนเอา เป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลองร่วมกับเหล่าชนอื่น  ทั้ง ๆ  ที่ชาวมุสลิมนั้นมีวันรื่นเริงตามหลักการของศาสนาเป็นของตนเองอยู่แล้ว  คือวันอีดอีดิลฟิฏริ  และช่วงวันอีดิลอัฎฮา  ตลอดจนมีปฏิทินทางจันทรคติในการกำหนดวันเดือนปีและมีศักราชเป็นของเฉพาะตน ซึ่งเรียกกันว่า  ฮิจเราะฮฺศักราช

ต่อคำถามที่ว่า  ทำไมหนอ  พวกฝรั่งมังค่าจึงกำหนดเอาวันที่  1  มกราคม  ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่  อาจกล่าวได้ว่า  เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำที่แอบแฝง  กล่าวคือ  หากย้อนเวลากลับไปในอดีต  เมื่อปี  คศ.1492  ณ  ดินแดนอัลอันดะลุส  (Andalucia)  ในสเปน  ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิม  คือ  เหตุการณ์สูญเสียที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ  (Granada)  แก่อาณาจักรคริสเตียนสเปนซึ่งถูกรวบรวมให้เป็นหนึ่งภายหลังการอภิเษกสมรสของ เฟอร์ดินานด์  หรือ  เฟอร์นานโดที่  5  แห่งแคว้นอรากอน  (Aragon)  กับพระนางอิซาเบลล่า  แห่งแคว้นกิชตาละฮฺ  (Castile)

ในช่วงเวลานั้น  อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ  (Granada)  มีกษัตริย์นามว่า  อบูอับดิลลาฮฺ  มุฮำหมัด  อัซซ่อฆีร  หรือที่ฝรั่งเรียกว่า  อบูอับดิล  (Abuabdi,  Bodillah)  เป็นผู้ปกครอง  พวกคริสเตียนสเปนได้ยกทัพเข้าปิดล้อมนครฆอรนาเฏาะฮฺตั้งแต่ปี  คศ.1491  การปิดล้อมเป็นไปอย่างหนักและต่อเนื่อง  จนกระทั่ง  อบูอับดิลลาฮฺ  ยอมจำนนต่อฝ่าย คริสเตียนสเปนด้วยการยอมทำข้อตกลงกับฝ่ายคริสเตียนในการส่งมอบเมืองเป็น จำนวนถึง  67  ข้อซึ่งนับเป็นสนธิสัญญาที่ยืดยาวที่สุดฉบับหนึ่งในช่วงสิ้นสุดยุคกลางของ ยุโรป

การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสองฝ่ายเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่  2  ร่อบีอุลเอาวัล  ฮ.ศ.897  ตรงกับวันที่  2  มกราคม  คศ.1492  ซึ่งในวันเดียวกันนั้น  กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่  5  กับพระราชินี  อิซาเบลล่าก็ได้เสด็จเข้าสู่พระราชวัง  อัลฮัมรออฺ  (Alhambra)  อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์  อบูอับดิลลาฮฺ  และมีการนำไม้กางเขนเงินขึ้นสู่ยอดโดมของมัสญิดในพระราชวัง  กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้จุมพิตพระหัตถ์ของกษัตริย์คริสเตียนแห่งสเปนและ ดำเนินออกจากพระราชวัง

กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้หยุดทอดพระเนตรนครฆอรนาเฏาะฮฺเป็นครั้งสุดท้าย  ณ  เนินแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า  เนินอัลบันดูล  และร่ำไห้พร้อมสะอึกสะอื้น  พระนางอาอิชะฮฺผู้เป็นพระมารดาจึงตะโกนบอกกับอบูอับดิลลาฮฺว่า  “เจ้าจงร่ำไห้เยี่ยงอิสตรีต่ออำนาจที่สูญสิ้น  เจ้าหาได้รักษามันไว้ได้ไม่เยี่ยงเหล่าบุรุษ”  ชาวสเปนเรียกขานเนินแห่งนี้ว่า  “การสะอื้นร่ำไห้ครั้งสุดท้ายของชาวอาหรับ”  (el ultimo  suspiro  del  Moro)

อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ  หรือ  แกรนาดา  ที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส  (สเปน)  ก็ปิดฉากลงพร้อมกับชัยชนะของฝ่ายคริสเตียนที่ขับเคี่ยวต่อสู้กับชาวมุสลิม หรือพวกมัวร์มาตลอดระยะเวลาร่วม  800  ปี  ความจริงชาวมุสลิมได้สูญเสียฆอรนาเฏาะฮฺมาตั้งแต่วันที่  1  มกราคมของปีนั้น  (1492)  แล้ว เพียงแต่การสูญเสียอย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นในวันถัดมา  คือ  วันที่  2  มกราคม  1492

และการสูญเสียนครฆอรนาเฏาะฮฺในปีดังกล่าวก็หาใช่เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง ไม่ หากแต่ว่าโศกนาฏกรรมที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้น  เพราะเพียง  7  ปีให้หลัง  (คศ.1499)  เงื่อนไขอันเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาส่งมอบเมืองนั้นก็ถูกล  บรรดามัสญิดถูกสั่งปิด  การประกอบพิธีกรรมถูกสั่งห้าม  การตั้งศาลพิเศษเพื่อตรวจสอบชาวมุสลิมที่ตกค้างอยู่ในฆอรนาเฏาะฮฺโดยฝ่าย ศาสนจักรก็มีขึ้น

มุสลิม ถูกบังคับให้เข้ารีตในคริสต์ศาสนา  ตำรับตำราทางวิชาการถูกเผาทำลายไม่เว้นแม้แต่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน  มีการสั่งห้ามชาวมุสลิมพูดภาษาอาหรับและห้ามอาบน้ำ  ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนอิสลามกลับกลายมาเป็นดินแดนแห่งการปฏิเสธ โดยสิ้นเชิงบรรดามัสญิดที่สง่างามด้วยสถาปัตยกรรมอิสลามถูกแปรเปลี่ยนเป็น โบสถ์วิหารในคริสตศาสนาจนหมดสิ้น  มุสลิมจำนวนหลายล้านคนจึงจำต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานของตนซึ่งเคยอาศัยและ รังสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองเอาไว้ตลอดระยะเวลาร่วม  8  ศตวรรษ

สงครามครูเสดในดินแดนตะวันออก  (เยรูซาเล็ม  ปาเลสไตน์)  พวก คริสเตียนอาจจะพ่ายแพ้ต่อชาวมุสลิมนับแต่ชัยชนะของสุลตอน  ซ่อลาฮุดดีน  อัลอัยยูบีย์หรือสลาดินในการปลดปล่อยแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์  แต่สงครามครูเสดในดินแดนอัลอันดะลุส  มุสลิมเป็นฝ่ายปราชัย

อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น  (1492)  คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส  ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชินีอิซาเบลล่าของสเปนก็สามารถค้นพบโลกใหม่ หรือทวีปอเมริกาได้สำเร็จ  ศักราชแห่งการล่าอาณานิคมและความยิ่งใหญ่ของกองเรือ  อมาด้าของสเปน  และการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทางทะเลอย่างโปรตุเกสก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการ ล่มสลายของการผูกขาดทางการค้าและการควบคุมเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล ของประชาคมมุสลิม

นี่ กระมังเป็นสาเหตุที่พวกฝรั่งตะวันตกได้ถือเอาวันที่  1  มกราคมเป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามครูเสดที่มีต่อพวกนอกศาสนาอันหมายถึง ชาวมุสลิมโดยรวม  ซึ่งช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นราว  1  สัปดาห์  ที่พวกเขาเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในวันที่  25  ธันวาคมต่อเนื่องจนถึงวันที่  1  มกราคม

การ เฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะในปี  คศ.1492  จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวมุสลิมอย่างมิต้องสงสัย  ถึงแม้ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปผู้คนในสมัยหลังจะหลงลืมไปแล้วว่า  เพราะอะไรพวกฝรั่งชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่  1  มกราคมเป็นวันสำคัญของพวกเขาก็ตาม  ในช่วงคริสต์มาสอีฟ  ทำไมฝรั่งจึงมีธรรมเนียมกินไก่งวง  ในทุกปีทำเนียบขาวจะจัดประเพณีการกินไก่งวงเพื่อขอบคุณพระเจ้า  มีการปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก

ชะรอย ไก่งวงที่ว่านี้ก็มีสัญลักษณ์แอบแฝงอยู่   พวกฝรั่งเรียกไก่งวงว่า  เทอคิ  (Turkey)  ซึ่งหมายถึง  ไก่แขกตุรกีและตุรกีในชั้นหลังก็หมายถึง  พวกมุสลิมที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกฝรั่งชาวคริสเตียนในการทำสงครามศาสนา  (ครูเสด)  การฆ่าไก่งวงเพื่อรับประทานเป็นอาหารในช่วงคริสต์มาสอีฟก็คือสัญลักษณ์ในการ พิฆาตพวกเติร์กหรือพวกคนนอกศาสนาที่หมายถึงมุสลิมนั่นเอง

ย้อนกลับไปยังอัลอันดะลุส  (Andalucia)  อีกครั้ง  ในยุคที่ชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์  (Moor)  ปกครองสเปนและมีการสู้รบกับพวกคริสเตียนทางตอนเหนือนั้น  มีการประกาศจากพระสันตะประปาแห่งกรุงโรมให้ชาวคริสเตียนทำสงครามครูเสดกับ ชาวมุสลิมในสเปนมาโดยตลอด  นับตั้งแต่ครั้งกษัตริย์ชารล์  มาร์แตง  ของพวกแฟรงก์  (ฝรั่งเศส)  ทำศึกกับกองทัพของชาวมุสลิมที่ข้ามเทือกเขาพิเรนีสไปยังตอนใต้ของฝรั่งเศสใน สมรภูมิตูร  บูวาติเยร์  (Tour-Poitiers)  เมื่อปี  ฮ.ศ.114  ตรงกับปี  คศ.732  เป็นต้นมา

ดังนั้นการสู้รบของพวกคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย  (สเปน)  กับชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส  จึงเป็นการทำสงครามครูเสดอย่างไม่ต้องสัย  บ่อยครั้งที่พวกคริสเตียนในสเปนได้รับการสนับสนุนจากกองเรือรบของพวกครูเสด ซึ่งมีทั้งฝรั่งเศส,อังกฤษ,เยอรมันและอิตาลี  (เวนิส-เจนัวร์)  ในการศึกเพื่อเข้ายึดครองหัวเมืองชายทะเลในอัลอันดะลุส  พวกคริสเตียนในยุโรปมิเคยละความพยายามในการร่วมมือกันทำการศึกกับชาวมุสลิม เลยนับแต่ยุคกลางจวบจนทุกวันนี้

ฉะนั้นชัยชนะของคริสเตียนในสเปนที่สามารถขับไล่ชาวมุสลิมออกจากอัลอันดะลุ สได้สำเร็จ  จึงเป็นชัยชนะร่วมกันของคริสเตียนทั่วยุโรป  เหตุ นี้จึงไม่แปลกอันใดในการที่พวกเขาจะเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกในวันที่  1  มกราคมของทุกปี  แต่สำหรับประชาคมมุสลิมแล้ววันที่  1  มกราคมของทุกปีหาใช่เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองไม่แต่เป็นวันแห่งโศกนาฏกรรมและ ความสูญเสียที่ไม่มีวันคืนกลับ

เราอาจจะสูญเสียอัลอัน ดะลุสไปแล้ว  แต่ที่สำคัญขออย่าให้มุสลิมได้สูญเสียจิตวิญญาณและความเป็นอัตลักษณ์ของตน  เพราะนั่นย่อมหมายถึงความอัปยศและความปราชัยอย่างที่สุดซึ่งจะไปโทษใครมิได้ เลยนอกจากตัวเอง


ความจริง ความสูญเสีย ที่ไม่ถูกนำเสนอ

December 24, 2009

กองบรรณาธิการ

ท่ามกลางความรุนแรงที่ เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้ที่เกิดขึ้นมาเป็นเกือบ 6 ปี ไฟใต้ยังคงคุกกรุ่น อยู่ตลอดเวลา  ไฟแห่งความขัดแย้งลุกโชนจนไม่รู้ว่าจะดับลงเมื่อไหร่  และเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนากลับต้องมาเกิดกับครอบครับของนางแมะย๊ะ  ยามา   ชาวกาเยาะมาตี   ต.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา
จาก การนำเสนอข่าวของหลายๆ สำนักข่าว  เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านของเหตุการณ์ยิง นายเจ๊ะอารง ยามา  อายุ 44 ปี  พร้อมกับลูกสาว ด.ญ.นัรมี  ยามา วัย 2 ขวบ  หลังกลับจากธุระมีลูกสาวนั่งซ้อนท้ายมุ่งหน้ากลับบ้าน  จนทำให้ผู้เป็นพ่อถึงแกชีวิตในที่เกิดเหตุ  นอนตายจมกองเลือดข้าง รถจักรยานยนต์  ฮอนด้า ทะเบียน กรข ยะลา 829 ถูกยิงด้วยกระสุนปืนเอ็ม 16 เข้าลำตัวพรุน  และลูกน้อยเสียชีวิตในเวลาต่อมา

“ทีมบูหงารายา นิวส์”  ได้ลงพื้นที่บ้านกาเยาะมาตี แล้วพบกับนางแมะย๊ะ ยามา อายุ 50 ปี เธอได้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครอบครัวของเธอเอง สามีคือนายเจ๊ะอารง  ยามา และลูกสาวคนเล็ก ด.ญ.นัรมี  ยามา และญาติคือนายรอนิง รอเกะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหมู่ 6 บ้านกำปงบือแน ต.จะก๊วะ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 16 ธันวาคม 2552 สามีพาลูกสาวไปเติมเงินโทรศัพท์และดื่มน้ำชาที่ร้านในหมู่บ้าน หลังจากนั้นดิฉันเองก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ดิฉันตกใจมากเพราะเสียงนี้คงไม่ไกลไปจากบ้านมากนัก  ก็เลยเดินออกไปดู  ดิฉันเป็นลมล้มทั้งยืน  เมื่อเห็นสามีถูกยิงล้มจมกองเลือด  และลูกสาวที่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ปรากฏว่าสามีของดิฉันได้หมดลมหายใจแล้ว

ส่วนลูกสาวของดิฉันยังมีลม หายใจอยู่ฉันได้โทรติดต่อนายรอนิง มาเกะ เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ซึ่งเป็นญาติให้ช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลาพร้อมกับลูกชายคือชายคือนาย บัสยู ยามา โดยนั่งอยู่หลังกระบะรถยนต์

ทางเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในที่เกิดเหตุได้สอบถามนายบัสยู ว่า “จะพาไปไหนกัน” ถามย้ำอยู่ 2-3 ครั้ง ก็ไม่ได้สงสัยอะไร แล้วญาติก็รีบขับรถออกไป

หลัง ออกจากหมู่บ้านได้ไม่นาน ก็ถึงหมู่บ้านไทยพุทธก็มีทหารประจำการที่นี่  ก็ได้เห็นไฟส่องทางมืดมิดทั้งสองฝั่ง  แม้กระทั้งฐานทหารเองก็ปิดไฟหมด แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  พอเข้าใกล้ฐานทหาร  ดิฉันเห็นทหารออกมาจากฐานริมถนน  ทันใดนั่นเอง   เสียงปืนดังสนั่น  ทหารเหล่านั้นกราดยิงใส่รถยนต์ที่ตนเองจะพาลูกสาวไปที่โรงพยาบาล  กระสุนเหมือนห่าฝนจำนวนหลายร้อยนัด ดิฉันก็โดนยิงเฉียวแขนขวาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ส่วน ญาติที่เป็นคนขับรถคมกระสุนทะลุด้านหลังได้รับบาทเจ็บ  แต่ก็ยังฝืนขับรถต่อไปเรื่อยๆ  ดิฉันพยายามห้ามว่าให้หยุดรถเพราะเกรงว่าด้านหน้าอาจมีฐานเช่นนี้อีก  กลัวว่าจะโดนกราดยิงเป็นครั้งที่สอง

เมื่อพ้นจากฐานทหารแล้วนายรอ นิง   ก็หมดแรงที่จะขับต่อไป จึงหยุดรถทันทีที่หมู่บ้านบาลูกาลูวะ  นางแมะย๊ะ ได้เปิดประตูรถ แล้วก็หันมาดูลูกสาวปรากฏว่าได้เสียชีวิตแล้ว  และก็ได้อุ้มลูกออกมานั่งบนตัก พร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือส่วนลูกชายที่อยู่ด้านหลังกลับรอดตาย  และไม่ถูกคมกระสุนแต่อย่างใด  ชาวบ้านในละแวกนั้นก็ได้นำเอารถของเขาพาไปส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา   นางแมะย๊ะได้รับบาทเจ็บและได้รับการปฐมพยาบาลก็สามารถกลับบ้านได้  ส่วนญาติต้องมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเนื่องจากโดนที่ส่วนสำคัญ

ดิฉัน สูญเสียสามีและลูกสาวเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง   คนที่ยิงเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่เองก็ยอมรับผิดในการกระทำที่เกิดขึ้นพร้อมกับยอมชดเชยค่าเสีย หายให้กับครอบครัว

ข้อสังเกตก่อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ช่วงเวลาประมาณตอนเย็นของวันเกิดเหตุ  ชาวบ้านบอกว่าเห็นกลุ่มคนสวมชุดดำคล้ายทหารพราน  เดินเท้าลาดตระเวนในหมู่บ้านประมาณ 7-8 คน  เมื่อชาวบ้านเข้าไปทักกลุ่มคนดังกล่าวแล้วกลับไม่ได้รับเสียงตอบรับแต่อย่าง ใด  อีกทั้งมีการตั้งด่านตรวจ และเห็นคนแต่งดำคล้ายเจ้าหน้าที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ  สร้างความข้องใจแกชาวบ้านเป็นอย่างมาก

“คิดอยู่เสมอว่าทหาร ที่ลงมาทำหน้าที่เพื่อปกป้องดูแลชีวิตแลทรัพย์สินของประชาชน  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ทหารกกลับทำร้ายประชาชนเสียเอง จึงขอวิงวอนให้ทหารออกนอกพื้นที่นี่  และไม่ต้องการเอาทหารหน่วยอื่นมาแทนที่อีก  เพราะเราสามารถดูแลตนเองได้”

นี้คือสิ่งสะท้อนถึงความเจ็บปวดที่เล่าด้วยเสียงสั่น น้ำตาคลอ  ไหลพรากออกมา  แสดงถึงความเจ็บปวดที่ครอบครัวและญาติได้รับในครั้งนี้


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.